สินเชื่อ “AI นกกระซิบ” เปิดทางรายย่อยเข้าถึงเงินทุน
ขายดี มีข้อมูล เข้าถึงทุนง่ายขึ้น! คลัง-สถาบันการเงิน เปิดตัว สินเชื่อ ‘AI นกกระซิบ’ ช่วยร้านค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย พร้อมต่อยอดสู่สินเชื่อ ใช้ข้อมูลการค้าขายเป็นตัวช่วยขอทุน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยลดข้อจำกัด Micro SME
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ตรวจสำรวจร้านค้านกกระซิบ ที่ตลาดหลังกระทรวงการคลัง โดยได้เชิญชวนพ่อค้าแม่ค้าให้มาใช้แอปพลิเคชัน จากนั้น ได้เปิดงาน “นกกระซิบ กับวางรากฐาน Micro SME ไทย ให้เติบโตด้วย AI” เพื่อช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยกล่าวว่า ต้องการให้ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าสามารถขายของไม่ใช่แค่ขายของได้ แต่ขายของเก่ง และขายของเป็น โดยมี AI นกกระซิบเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ถือเป็นผู้ช่วยยอดขายโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่า วันที่ขายดีที่สุดคือวันพฤหัสบดี เมื่อพ่อค้าแม่ค้าได้รับข้อมูลแล้ว จะได้จัดเตรียมของไว้อย่างเพียงพอ จึงอยากขอเชิญพ่อค้าแม่ค้า 1,200,000 ราย ที่อยู่ในโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส“ ให้ลองกดใช้ AI นกกระซิบ
โดยได้เปิดตัวสินเชื่อ AI นกกระซิบ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าได้เข้าถึงสถาบันการเงินง่ายขึ้นและสามารถกดขอสินเชื่อ AI นกกระซิบได้ทันที โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ก็กู้ได้ ดูจากยอดขาย 3 เดือนที่ผ่านมา จากการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส สามารถยื่นบัญชียอดขายให้กับธนาคารพันธมิตรได้ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้านำเงินที่ได้ไปขยายกิจการ
“จะต้องทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายเก่ง ขายเป็น และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น นี่คือเหตุผล ในการเปิดสินเชื่อ AI นกกระซิบ ครั้งนี้”
นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ยืนยันว่า AI นกกระซิบจะยังสามารถใช้งานได้ต่อไปตราบใดที่ผู้ใช้ยังคงใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน โดยไม่จำกัดเฉพาะช่วงเวลาของโครงการไทยช่วยไทยพลัส และผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ยอมรับ! มีเสียงเรียกร้องให้ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส
อย่างไรก็ตาม หากสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตลาดพบว่าพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาขยายโครงการออกไปอีกประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งจะรับข้อเสนอไปพิจารณาและนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีทราบต่อไป ส่วนงบประมาณยังมีเหลือเพียงพอสำหรับการพิจารณาขยายโครงการ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัสประมาณ 26 ล้านคน และมีผู้ได้รับสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการอีกประมาณ 13 ล้านคน รวมแล้วประมาณ 40 ล้านคน
ด้านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีประมาณ 1.2 ล้านรายทั่วประเทศ ขณะที่ เม็ดเงินที่กระจายเข้าสู่ระบบจนถึงวันที่ 9 กันยายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 150,000 ล้านบาท โดยเงินประมาณ 16-17% กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อย
นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงาน และช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน รวมถึงช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ามียอดขายและกำลังใจในการประกอบธุรกิจมากขึ้น
จับตาวิกฤตพลังงาน เป็นหนึ่งในปัจจัยพิจารณาต่อโครงการ
สำหรับปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาว่าจะขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันในตลาดโลก เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เนื่องจากโครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบด้านค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน จึงต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยหากวิกฤตพลังงานยังคงมีผลกระทบ ก็จะนำมาเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาว่าจะขยายมาตรการหรือไม่
ส่วนหากมีการต่ออายุโครงการ จะปรับสัดส่วนการสนับสนุนจากรูปแบบเดิมหรือไม่ จะรับไปพิจารณาเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์
ยัน! ต้องวิเคราะห์ปัญหาร้านค้ารายใหญ่ได้รับเงินอุดหนุนสูง
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการดำเนินโครงการรอบก่อน ร้านค้ากลุ่มบนประมาณ 20% ได้รับเงินอุดหนุนรวมกันราว 70-80% นายเอกนิติกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ในรายละเอียดพบว่า ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายสูงส่วนหนึ่งเป็นเพราะสามารถขายสินค้าออนไลน์และมีทักษะในการขายมากกว่า จึงสามารถดึงยอดขายเข้ามาได้มาก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการใช้ AI นกกระซิบเป็นเครื่องมือช่วยให้ร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเรียนรู้การขาย และเพิ่มความสามารถในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงข้อกังวลว่า หากโครงการสิ้นสุดลง กำลังซื้อของประชาชนจะลดลงหรือไม่ว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในโครงการคนละครึ่งพลัส พบว่าในช่วงดำเนินโครงการยอดขายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 500-600% และหลังสิ้นสุดโครงการ ร้านค้าที่ได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้การขายออนไลน์ยังสามารถเพิ่มรายได้ได้ประมาณ 200%
ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยมีความพร้อมโดยมีสินเชื่อ”สิบหมื่น” เงินก้อนสำหรับพ่อค้าแม่ค้าถุงเงิน ผ่อนเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 11% ต่อปี วงเงินสูงสุด 500,000 บาท และ สินเชื่อ SMS ไซซ์เล็กสำหรับร้านค้าที่ใช้ AI นกกระซิบบนแอปฯถุงเงิน วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท
โดยมี บสย. ค้ำประกัน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.5% ต่อปีใน 2 ปีแรก เงื่อนไขทำธุรกิจ 1 ปีก็กู้ได้ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ขณะที่ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า มีสินเชื่อ QR มหาเฮง x นกกระซิบ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท ดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยเงื่อนไขผู้ที่กู้ได้ คือ ต้องเป็นผู้ประกอบการในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ใช้ข้อมูลการค้าผ่านแอปฯถุงเงิน และมียอดเดินบัญชีตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เดือน
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า บสย. มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อเติมทุน สร้างโอกาส ปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ แบ่งเป็น โครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส สำหรับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า วงเงินโครงการ 500 ล้านบาท ในเฟสแรก ค้ำประกันต่อราย 5,000 - 50,000 บาท ค่าธรรมเนียม 1% ถึง 2.5% ต่อปี ค้ำประกัน ระยะเวลา 4 ปี / และ โครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส สำหรับกลุ่ม Micro และ SMEs วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 10,000 - 100 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมรวมเริ่มต้น 2% ต่อปี โดยค้ำประกันระยะเวลา 10 ปี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB